ป้อนยาหมา

posted on 09 Aug 2010 00:55 by briefs in enlightened


พาหมาไปหาหมอ
หมอให้ยากลับมาป้อนหมา
วิธีที่รู้มาได้แก่
อ้าปากหมาออก
กรอกยาเม็ดลงไป
ปิดปากหมาเอาไว้
แล้วลูบคอ ลูบลง ลูบลง

ง้างปากโจอี้ ยากเย็นสิ้นดี
ยัดยาเข้าไป โจอี้ก็บ้วนออกมาทันที
ผมกับแม่เริ่มอ่อนใจ จะทียังไงดี
เริ่มมีโมโห เลยยื่นยาประชดหมา
(ประยุกต์จาก 'หุงข้าวประชดหมา')
"เอ้า โจอี้ นี่ยา กินซะ" ผมพูด
โจอี้มองหน้าผม โจอี้มองยาในมือผม
แล้วมันก็กิน...

ผมกับแม่มองหน้ากัน ทำตาปริบๆ
โจอี้เคี้ยวยาเม็ดใหญ่กรุบๆ กลืนลงคอไป
แล้วกระดิกหาง
แม่ผมลองบ้าง
เอายาวางกับพื้น
โจอี้ก็ก้มลงกินโดยดี
ไม่มีกระบิดกระบวน

แม่กับผมมองหน้ากัน แล้วหัวเราะ
ทำไมมันง่ายยังงี้

>_<

"How did you do it?"

posted on 09 Jun 2010 17:49 by briefs in pondering
จู่ๆ ก็นึกถึงตอนนึงจากหนังโปรดตลอดกาลของผม 'Contact'
โลกมีโอกาสติดต่อมนุษย์ต่างดาว และต้องเลือกว่าจะส่งใครเป็นตัวแทน
แน่นอนว่ามีนักบินอวกาศมากมายอยากได้ชื่อว่า
เป็นคนแรกที่ได้เจอสิ่งมีชีวิตที่มีภูมิปัญญาจากนอกโลก
ก็เลยต้องมานั่งคัดเลือกกัน
คำถามคัดเลือกข้อนึงคือ

"If you were to meet these Vegans, and were permitted only one question to ask of them, what would it be?"
"ถ้ามีโอกาสถามมนุษย์ต่างดาวคำถามเดียว คุณจะถามอะไร"

โจดี้ ฟอสเตอร์ (ในเรื่อง) ตอบว่า
"ฉันอยากถามว่า...How did you do it?
How did you evolve, how did you survive this technological adolescence
without destroying yourself?"

น่าคิดนะ มนุษย์เราจะวิวัฒนาการให้เจริญสุดขีดทางวัตถุและเทคโลโลยีอย่างไร
โดยที่ไม่ทำลายตัวเอง?


อุเบกขานั้นสุดยอด

posted on 23 May 2010 23:17 by briefs in enlightened
ในบรรดาคำสั่งสอนในพุทธศาสนา ผมทึ่งกับ 'อุเบกขา' ที่สุด
เป็นสิ่งที่ตอนเรียนสมัยเด็กๆ มาจนสมัยโตๆ ก็ยังไม่เข้าใจว่ามันดียังไง
จำเป็นยังไง ทำไมต้องอุเบกขา
แต่ตอนนี้ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมมันสุดยอด
และกำลังพยายามศึกษาและฝึกฝนมันอยู่
ผมเชื่อว่ามันจะทำให้คนเราสงบ สุข และนำมาซึ่งสันติครับ

อันนี้เอามาจากวิกิ อ่านแล้วเข้าใจง่ายหน่อย ไม่มีศัพท์บาลียั้วเยี้ยยุ่บยั่บ

"...อุเบกขา หมายถึงความความวางเฉยแบบวางใจเป็นกลางๆ
โดยไม่เอนเอียงเข้าข้างเพราะชอบ เพราะชัง เพราะหลง และเพราะกลัว
เช่นไม่เสียใจเมื่อคนที่ตนรักถึงความวิบัติ
หรือไม่ดีใจเมื่อศัตรูถึงความวิบัติ
มิใช่วางเฉยแบบไม่แยแสหรือไม่รู้ไม่ชี้ ทั้งๆ ที่สามารถช่วยเหลือได้ เป็นต้น

ลักษณะของผู้มีอุเบกขา คือเป็นคนหนักแน่นมีสติอยู่เสมอ
ไม่ดีใจไม่เสียใจจนเกินเหตุ เป็นคนยุติธรรม ยึดหลักความเป็นผู้ใหญ่
รักษาความเป็นกลางไว้ได้มั่นคงไม่เอนเอียงเข้าข้าง
ปฏิบัติหน้าที่ด้วยเหตุผลถูกต้องคลองธรรม
และเป็นผู้วางเฉยได้เมื่อไม่อาจประพฤติเมตตา กรุณา หรือมุทิตาได้..."


สรุปเอาง่ายๆ จากมุมผู้ไม่เชี่ยวชาญ
ผมว่า อุเบกขา คือธรรมะที่ป้องกันการโอเวอร์ดราม่านั่นเอง

เรื่องพุทธศาสนานั้น ผมรู้น้อยนะ
แต่หลายอย่างผมสนใจครับ
ผมเชื่อว่าพุทธศาสนาช่วยโลกได้
แต่มันคงต้องถูกเล่าหรือถูกสอนให้ง่ายและ practical กว่านี้ก่อน
คนควรเข้าใจว่า พุทธศาสนาช่วยเราได้อย่างไรในชีวิตจริง
ไม่ใช่สักแต่ให้นักเรียนท่องๆๆๆๆ แต่ไม่เห็นเข้าใจซักนิด


คนรักกัน อยากอยู่ด้วยกันไปนานๆ
สิ่งที่จะต้องบำรุงรักษาไว้อย่างดีที่สุด
และต้องคอยมอบให้แก่กันมากที่สุด
ไม่ใช่แค่ความรัก
แต่เป็นความไว้ใจ

เพราะความไว้ใจ หากเสียไปแล้ว
มันยากมากที่จะเอากลับคืนมาใหม่

จงไว้ใจคนที่คุณรักอย่างเต็มหัวใจ
และทำทุกอย่างให้เขารู้ว่า
เขาก็ไว้ใจคุณได้
เช่นเดียวกัน

:-)

Rewarding

posted on 17 Feb 2010 02:48 by briefs in determined
วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการเรียนการสอน

ผมเป็นอาจารย์พิเศษที่นิเทศฯ จุฬาฯ มาได้สี่เดือน
สนุกดีครับ เป็นประสบการณ์ที่เยี่ยมมาก

ที่จริงอาชีพครูเป็นสิ่งที่ผมจำได้ว่า
เป็นสิ่งแรกที่เคยรู้สึกอยากเป็น
แต่สมัยเด็ก ความอยากเป็นครูนั้น
คงไม่ได้เกิดมาจากอะไรที่ลึกซึ้งไปมากกว่า
ความอยากเป็นตามอย่างสิ่งที่เห็นและคุ้นเคย

การได้มีโอกาสเป็นครูจริงๆ ทำให้ผมนับถืออาชีพครูมากขึ้นหลายเท่า
เพราะมันยากมาก มันต้องอาศัยเวลาและความทุ่มเทอย่างยิ่ง
จนผมเกิดความรู้สึกบ่อยครั้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
ว่าผมยังไม่พร้อมที่จะเป็นครูจริงๆ กับเขาเลย
ที่ผมได้มาทำ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพียงเพราะผมเป็นศิษย์เก่าคนหนึ่ง
และทำงานเกี่ยวข้องกับวิชาที่เขาให้สอน
(วิชาการอ่านและการเขียน-Language for Communication)
ในขณะที่อาจารย์จริงๆ ทุกท่านเขาตั้งใจมาเป็นกันจริงๆ

ผมว่าการสอนสัปดาห์ละ 3 ชั่วโมงไม่ใช่ปัญหา
แต่ความหนักใจมันอยู่ที่การตรวจงานและการบ้าน
ซึ่งเยอะ และยากด้วยครับ
ในฐานะ บก. งานผมง่ายในแง่หนึ่ง นั่นคือ
ต้นฉบับไหนไม่เข้าตา ผมจะโยนทิ้งก็ทำได้เลย
แต่งานเขียนของนักเรียนทุกคน ผมต้องทำงานกับมัน
ไม่มีข้อยกเว้น ข้ามใครไปไม่ได้ทั้งสิ้น
ใครเขียนไม่ดี ผมต้องบอกเขาได้ว่าเขาต้องแก้ตรงไหน
ส่วนใครเขียนดีอยู่แล้ว ผมก็ยังต้องทำการบ้านต่อไปว่า
แล้วต้องแนะนำอะไรให้เขาเขียนได้ดีขึ้นอีก
อันนี้เครียดมาก
แต่ก็เป็นสิ่งที่ดีมาก
เพราะมันฝึกผมด้วย

วันนี้ได้รับคำชวนให้กลับมาสอนอีกในปีหน้า
ผมดีใจ ในเวลาเดียวกันก็หนักใจ เพราะกลัวยังทำได้ไม่ดีพอ
แต่ถ้าถามตัวเองตรงๆ ผมก็อยากกลับมาอีก
มันอาจจะต้องทำงานหนักขึ้น ใช้เวลามากขึ้น
แต่สิ่งที่ได้กลับมา ผมเชื่อว่ามัน 'rewarding' มาก
คือมันมีคุณค่า และเป็นรางวัลให้ชีวิตตัวเอง
อีกทั้งเป็นบทเรียนและการฝึกฝนอย่างหนึ่ง

และในอีกมุม ผมได้เห็นความหวังของวงการงานเขียนเยอะเลยครับ
มีน้องๆ ลูกศิษย์จำนวนหนึ่งซึ่งเล็งไว้ได้เลยว่า
ในอนาคต, ถ้าเขายังเขียนต่อไป,
ผมจะชวนเขามาเป็นนักเขียนด้วย

นอกจากนั้น ยังเป็นโอกาสที่ดีอีกอย่างหนึ่ง
นั่นคือ ผมมีสิทธิที่จะเลือกหนังสือหนึ่งเล่มเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาด้วย
ในแง่ของ บก.สำนักพิมพ์ สิ่งนี้เลยเป็นแรงผลักดัน
ให้ผมตั้งใจทำหนังสือออกมาให้ดีพอจะหยิบมาเป็นหนังสือนอกเวลาได้
(เทอมนี้ผมเลือก 'Lost and Found' ของดีเจปาล์มครับ)

วันนี้คิดไม่ตกทั้งวัน ยังลังเลอยู่ทั้งวัน
แต่พอเขียนบล็อกวันนี้จบ
ผมตัดสินใจแน่นอนแล้วว่า
ปีการศึกษาหน้า ผมจะกลับไปสอนอีกล่ะครับ

และผมจะพยายามเป็นครูที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้
อีกทั้งยังจะพยายามให้เวลากับการเตรียมการสอนมากขึ้นด้วยครับ :-)

........

Let's agree to disagree

posted on 16 Feb 2010 04:59 by briefs in enlightened
ช่วงเดือนที่ผ่านมา ผมรู้สึกห่างเหินกับเพื่อนรักคนหนึ่ง ด้วยเหตุผลที่แปลกๆ
ผมหงุดหงิดและอึดอัดอะไรบางอย่าง แต่ผมไม่อยากพูด
เพราะกลัวพูดแล้วจะทะเลาะกัน และเป็นเรื่องเป็นราว

ในช่วงเวลาที่งานยุ่งๆ และเหนื่อยๆ
ความบาดหมางกับเพื่อนรักเป็นสิ่งสุดท้ายที่อยากให้เกิด

แต่การเก็บกักสิ่งเหล่านี้เอาไว้มันกลับกลายเป็นพิษต่อร่างกาย
มันอึดอัด ไม่สบายใจ และยิ่งผลักเราสองคนให้ไกลออกจากกันมากขึ้น

วันนี้ได้คุยกัน ได้พูดจากัน ได้บอกเล่าความรู้สึกกัน
และปรากฏว่า มันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดกลัวไว้เลย

น่าเสียดายเวลาที่แอบอึดอัดอยู่คนเดียว

"เอาอย่างนี้" ผมเสนอ "แกก็เป็นของแกแบบนี้ต่อไป
และฉันก็จะจะบ่นของฉันแบบนี้ต่อไป"
"แล้วมันจะแก้ไขปัญหาอย่างไรกัน" มันถาม
"เราไม่ได้หาทางแก้ปัญหากันอยู่" ผมตอบ
"เราแค่กำลังพยายามทำความเข้าใจอีกฝ่ายต่างหาก"
ผมคิดไปพูดไป บอกเพื่อนไปด้วย บอกตัวเองไปด้วย
"ฉันว่าเราต้องการแค่นี้แหละ, คุยกัน
เพราะปัญหาของฉัน ไม่ได้เกิดจากการที่แกทำอะไรไม่ถูกใจฉัน
แต่มันเกิดจากการที่ฉันไม่กล้าบอกแกว่าฉันคิดอย่างไรต่างหาก"

คนรักกันน่าจะสามารถ Agree to disagree กันได้
ตกลงที่จะเห็นต่าง ยอมรับที่จะขัดแย้งกันบ้าง
คิดไม่เหมือนกัน ก็ไม่เห็นจะเป็นไร
มีอะไรขัดตาขัดใจอีกฝ่ายบ้าง ก็บ่นๆ กันให้จบๆ ไป
ก็ดีออกจะตาย เพราะอย่างน้อย ก็ยังได้พูดจากัน

ที่สำคัญ อย่าเก็บเอาไว้
จนวันหนึ่งก็ชอบขี้หน้ากันน้อยลงๆ
แล้วก็เลิกสนิทกันไป
อย่างไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น


...


Help me help you.

posted on 15 Feb 2010 06:08 by briefs in wishful
งานที่ผมทำเหมือนคอยผลักดันคน ซึ่งสนุก
สนุกกับการมองหาคนที่น่าสนใจ คนที่มีของ คนที่มีฝัน
ซึ่งเชื่อไหมว่า มันเยอะมากเลยครับ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เขาต้องมีคุณสมบัติอีกอย่างหนึ่ง

เขาต้องพร้อม

อยากอย่างเดียวไม่ได้ ต้อง 'อยากมากพอ' ด้วย
ฝันอย่างเดียวไม่ได้ ต้อง 'วางแผน ลงมือ และให้เวลากับมัน' ด้วย
มุ่งมั่นอย่างเดียวไม่พอ ต้อง 'ให้โอกาสตัวเองได้ล้มเหลว' ด้วย
เรียนรู้อย่างเดียวไม่พอ ต้อง 'สู้ใหม่ ทำใหม่ และเอาบทเรียนมาใช้ปรับปรุง' ด้วย

และคนที่ไม่มีวันทำอะไรได้สำเร็จ
คือคนที่พร้อมจะหาข้ออ้างให้ความล้มเหลวของตัวเองเสมอ

มีเหตุผลพร้อมอธิบายเสมอว่าทำไมฉันทำไม่ได้

ยุ่งเกินไปเสมอ

วางแผนมากเกินไปเสมอ

เอาเวลาที่น่าจะทำอะไรสักอย่าง มานั่งตีโพยตีพายเสมอ

และไม่ว่าจะมีใครสนับสนุนมากแค่ไหน
คนที่จะทำให้สำเร็จได้ ก็เป็นเพียงตัวคุณคนเดียวเท่านั้นอยู่ดี
ดังนั้น, ช่วยตัวเองก่อน

หรืออย่างน้อย ถ้าจะต้องการความช่วยเหลือจากคนอื่น
ก็จงให้ความร่วมมือ

อย่างที่เขาเรียกว่า
"Help me help you."

อำนวยความสะดวกให้คนที่จะช่วยเรา
ให้เขาได้ช่วยสะดวกๆ หน่อย

ใครเงื่อนไขเยอะม้าก ก ก ก ก
ต่อให้เป็นเพชรเม็ดงามแค่ไหน
บางทีช่างเขาก็เพลียจะเจียระไนให้นะ


...

รักของผม

posted on 14 Feb 2010 06:02 by briefs in pleased
มันคือสิ่งที่

แค่นึกถึง ก็มีความสุขและสบายใจ
แค่นึกถึง ก็รู้สึกดีกับตัวเอง
แค่นึกถึง ก็ยิ้ม

มันคือสิ่งที่มาทีละน้อยๆ แต่มาเรื่อยๆ

มันคือความไว้ใจ โดยไม่ต้องสัญญา
มันคือความมั่นคง โดยไม่ต้องยืนยัน

มันคือลมพัดเย็นๆ

มันจริง

และมันไม่เหมือนอะไรที่เคยอ่านเจอในนิยายเลย

สักนิดเดียว



-วาเลนไทน์ 2010


ขาดใจไซเบอร์

posted on 07 Aug 2009 09:46 by briefs in scared

RT: @usweekly: Twitter is back! Now we can gossip. So what do you think of rumors that @PaulaAbdul will return to #AmericanIdol? Producers are denying

RT: @TIME: How did hackers bring down Twitter? |  http://tr.im/vLxb #DDoS

RT: @BreakingNews: The social networking site Twitter says it is recovering from a major cyber attack, offline for more than 3 hours.

อืม มานั่งนึกดูนะครับ
สมมติมีอยู่วันนึงที่ตื่นมาแล้วพบว่า
โซเชียลเน็ตเวิร์กทั้งปวงของเรา Down พร้อมกันหมด
ทั้ง Exteen, Facebook, Twitter, Hi5, msn,
ไปจนถึง pantip! และเว็บบอร์ดที่แต่ละคนสิงสถิตย์อยู่
(แต่เน็ตยังใช้การได้นะครับ)
จะเป็นไงเนี่ย? (ซึ่งมีความเป็นไปได้)

จะว่าไป มันก็ไม่ใช่ปัจจัย 4 นะครับ
คนเราก็สมควรจะสามารถอยู่กันต่อไปได้แหละ
แต่........
ไม่เอาอะ มันไม่หนุกอะ T^T

พูดกันดีๆ

posted on 05 Aug 2009 03:13 by briefs in frustrated
บางทีผมก็เกลียดอินเตอร์เน็ตเหมือนกัน
เพราะมันทำให้มนุษย์สื่อสารได้เร็วไวเกินไป
สมองไม่ทันกลั่นกรอง ใจไม่ทันยับยั้งชั่งดูความเหมาะสม
นิ้วก็พิมพ์ลงไปแล้ว สาดมันลงไป เทมันลงไป
ส่วนใหญ่เป็นความรู้สึก และความเห็นที่อยากแสดงกันเหลือเกิน
เขียนไปแล้ว กด enter ไปแล้ว ก็สะบัดตูดไปอีกทาง
เพราะโน่นครับ ยังมีกระทู้ใหม่ๆ ประเด็นใหม่ๆ
และบล็อกอื่นๆ ให้แสดงความเห็นอีกเยอะมาก

การพูดจาดีๆ ต่อกันมันกลายเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น ไม่เห็นต้องทำก็ได้
ฉันมีความเห็นของฉันอย่างนี้ ฉันก็จะแสดงล่ะ
รับไม่ได้ก็ไม่ต้องอ่านสิ ไม่พอใจก็คลิกปิดไปสิ
สะดวกมาก เพราะไม่ต้องรับผิดชอบอะไรกันทั้งสิ้น
ทั้งที่พลังงานด้านลบที่พวกเขาก่อให้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้
มันไม่ได้หายไปไหนเลย มันวนเวียน มันส่งผล
แต่คนเราไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่สนใจ
จนกว่าจะได้เจอกับตัวเอง

พูดจากันดีๆ หน่อยสิครับ
อย่าเอาแต่สาดอารมณ์ อย่าเอาแต่พูดจาแย่ๆ
ทำไมไม่เข้าใจกันนะว่า
การที่มีคนพูดจาดีๆ กับตัวเอง มันสำคัญแต่ไหน
การที่ทำพลาด แต่มีคนให้อภัย มันสำคัญแค่ไหน
การที่เราท้อ แล้วมีคนพูดจาให้กำลังใจ มันสำคัญแค่ไหน

คนเหล่านี้ ไม่เคยมีใครพูดจาดีๆ ด้วยเลยหรือ
เขาถึงไม่เข้าใจว่า
การพูดจาดีๆ ต่อกันนั้น มันน่าชื่นใจนะ






(นี่เกือบจะลืมไปแล้วนะนี่ว่ามีบล็อกนี้อยู่ แหะๆ)

หมายเหตุสำหรับคนมาเยือนบล็อกนี้เป็นครั้งแรก:
ขออนุญาตแนะนำตัวครับ :) > About briefs