มีงานชิ้นหนึ่งที่ต้องทำด่วน
ซึ่งเราต้องขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานอื่น
ก็เห็นใจนะ เพราะคนที่เราต้องไปรบกวนไม่ได้รู้เรื่องแต่แรก
ก็ืัทั้งเกรงใจและรู้สึกแหละ
แต่ในเวลานี้ ไม่มีใครอีกแล้วที่จะช่วยเราได้
เราก็พูดจาดีๆ อ้อนวอน ขอความเห็นใจ
แต่น้ำเสียงเธอจะแบบ หงุดหงิดรำคาญ
ประมาณว่า ทำไมเพิ่งมาขอเอาตอนนี้ล่ะคะเนี่ย
(และเราก็ต้องการวันนี้ครับ!)
เรื่องของเรื่องคือ อีคนรับเรื่องนี่พอรับไปก็เอาไปไว้ไหนไม่รู้
แล้วตัวไปต่างประเทศครับ เห็ดสดมาก
แล้วในขณะที่ทั้งหมดต้องปิดจ๊อบคืนวันศุกร์
ช่วงเวลาที่ไม่มีใครอยากทำงานกัน
เออ กูรู้ว่ากูมารบกวน แต่มึงนึกว่ากูอยากอยู่ยังงี้ในคืนวันศุกร์เหรอ?
ไม่มีใครอยากหรอก แต่มันเป็นงาน มันเป็นหน้าที่ไง เข้าใจไหม
คำนึงที่เธอพูดมาแล้วผมฉุนกึ้กมากคือ
"นี่มัน 5 โมงเย็นแล้วนะคะ เดี๋ยวจะออกจากออฟฟิศแล้วค่ะ"
คือผมเข้าใจนะว่าสำหรับคนบางคน เวลาออกงานนั้นศักดิ์สิทธิ์มาก
และเขาอาจจะมีนัดหลังจากงานก็ได้
แต่งานที่ว่ามันก็เป็นผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย
คุณกลับไม่เห็นความสำคัญและความด่วนของมันเลย
ผมฉุนเพราะในขณะที่เรากำลังแคร์มากว่างานจะเสร็จไหม
เหตุผลของเธอคือ นาฬิกาบอกว่า
นี่ไม่ใช่เวลาที่กูจะต้องมาช่วยมึงแก้ปัญหาแล้ว
อนึ่ง อีเห็ดนี่อยู่ฝ่ายการตลาด
สิ่งที่ผมต้องการจากอีนี่ (เริ่มเปลี่ยนสรรพนาม)
คือไฟล์งานบางอย่างที่เธอบอกว่า
"อุ๊ยไม่ได้ค่ะ ปกติเราต้องให้ outsourse เป็นคนทำ layout
คุณต้องส่งมาให้เราดูก่อน แล้วเราถึงจะส่งต่อ บลา บลา บลา..."
อีห่า! ก็กูบอกอยู่เนี่ยว่ากูต้องปิดคืนนี้ ยังจะมาสะแอ๋งขั้นตอนเยอะอีก
ผมเลยบอกว่า เอางี้ ผมรู้จักกับ PR บริษัทคุณ
ขออนุญาตผมติดต่อเองได้ไหม? เขาอาจจะช่วยได้
แน่นอนว่าอีนี่ลิงโลดขึ้นมาทันทีเนื่องจากสามารถผลักภาระออกจากมือได้แล้ว
ขอตัดฉากมาที่แผนกประชาสัมพันธ์
5 โมงครึ่ง โทรไปยังนั่งโต๊ะกันอยู่เลยครับ
ทั้งสองคุยดีมาก และให้ความช่วยเหลือสุดตัว
ทั้งที่ไม่ได้มีของอยู่ตรงหน้าตัก
เขาและเธอทั้งสองกุลีกุจอช่วยหาของที่ผมต้องการ
ทั้งที่ตรงนี้ไม่ใช่งานโดยตรงของเขาเลย
เพียงแต่เขาพอจะช่วยได้เท่านั้น
หลังจากส่ง email ไฟล์งานมาให้ผมครึ่งชั่วโมง
ผมยังไม่ได้
ผมโทรกลับไปเข้ามือถือของน้อง PR อีกครั้ง
บอกว่า ยังไม่ได้อีเมลเลย ทำไงดี
เธอออกมาจากออฟฟิศแล้วครับ แต่ยังไม่ไกล
ปรากฏเธอเดินกลับไปที่โต๊ะอีกครั้ง
เพื่อส่งงานให้ผมใหม่
โดยคราวนี้ แยกส่ง email ละ 1 ไฟล์ให้
แล้วก็บอกว่า "หนูมีข้อมูลเพิ่มเติมนิดหน่อย
ไม่รู้จะเป็นประโยชน์ไหม แต่พี่ลองเอาไปเปิดดูนะคะ
ถ้าพี่อยากใช้ก็ไช้ได้เลยค่ะ"
ผมไม่คิดว่า การช่วยกันดูแลผลประโยชน์ของบริษัท
หรือช่วยกันสร้างภาพที่ดีให้บริษัท
จะเป็นหน้าที่เฉพาะของฝ่ายประชาสัมพันธ์เท่านั้นนะ
แต่ผมว่าเป็นหน้าที่ของทุกคนครับ
ดัีงนั้น ผมไม่คิดว่า
"PR ก็แค่ทำหน้าที่ของเขาอยู่แล้ว"
และ
"มันไม่ใช่หน้าที่ของการตลาดเขาซักหน่อย" เลยนะ
มันอยู่ที่นิสัยคนจริงๆ
posted on 21 May 2008 04:11 by briefs in frustrated
ไปดูนาร์เนียมาครับ โอ มันเกริ่นยาวมาก
ในใจผมท่องอยู่ตลอด...
"มึงสู้กันซักที รบกันเดี๋ยวนี้ ด่วนนนน!"
คือช่วงแรกน่ะใช้เล่าเอาก็ได้นะ บรรยายเอาโลด
แล้วโผล่มากลางเรื่องลั่นกลองรบกันเลย
นอกจากเรื่องนานแล้ว ไม่มีอะไรน่าเกลียด
สนุกพอสมควร ไปดูๆ
อนึ่ง ปีเตอร์จะโชว์แมนไปไหน
นังซูซานจะปากหนาไปไหน
ลุงอัสลานจะเก่งไปไหน (มิน่ามันไม่ให้โผล่มาเร็ว
ขืนรีบออกโรงคงตายห่ากันสิ้นกองทัพ
หนังจบเร็วกว่าเดิม 45 นาทีอย่างต่ำๆ)
ว่าแต่อัสลานภาคนี้ผมไม่สลวยเท่าภาคแรกนะครับ
แต่มันก็ควรอยู่
สิงโตนะ
อยู่ป่านะ
มึงจะมีแฮร์สปาในนาร์เนียด้วยเรอะ
.
.
.
วันนี้ขณะนั่งกินอาหารอยู่ในร้าน
โต๊ะข้างๆ มีเจ๊คนหนึ่งแต่งตัวแนวๆ ทำงานครีเอทีฟ หรือออร์แกไนเซอร์ ซักอย่าง
แบบ ดู ล้ำๆ ดำๆ แบรนด์ๆ อะ Black Collar Worker สุดๆ
(ศัพท์คำนี้หมายถึงพวก creative or entrepreneurial types ที่ใส่สีอื่นมิเป็น
จึงเน้นแต่ ดำ ดำ และ ดำ แบบว่า นี่มึงทำงานแบ๊กสเตจเรอะ)
กูนั่งจวกหมูทอดอยู่ก็มีอันสะดุดอารมณ์
เพราะเจ๊เธอ browse เมนูไปครวญเพลงไปครับ
มึงฟังเฉยๆ ได้ไหมไอพอดน่้ะ
ถ้ากูอยากกินข้าวเคล้าเสียงเพลงไปกูไปนู่นแล้ว โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง -*-
ไอ้พวกเอาไอพอดยัดหูแล้วครางเพลง out loud นี่เจอหลายทีละ
หนก่อนบนรถไฟฟ้า นั่งติดกันเลย เป็นกะเทยนางหนึ่ง
ครางเพลงมารายห์ แครี่ หงิงมาเลย
เธอแบบว่า พยายามเก็บเสียงสุดๆ แล้ว แต่ไม่ไหวจริงๆ เพราะอินมาก ว่างั้น
โชว์พลังเสียงนกหวีดแบบ muffled...
ยากทีเดียว...
(อีหลับตาแถมส่ายหน้าไปมาอย่างมีลีลาด้วยนะ)
กูกลัว
เข้าใจไหม
กลัว