impressed

สำเนียง

posted on 09 Apr 2008 19:19 by briefs  in impressed


เที่ยงวันหนึ่งผมกำลังนั่งหงุดหงิดอยู่บนแท็กซี่
(ไม่ได้ขึ้นไปนั่งบนหลังคานะฮะ เขาต้องเรียกยังไงล่ะ ‘ใน’ แท็กซี่ เหรอ?
ผมเป็นคนไม่แม่นเรื่องบุพบทเท่าไหร่เลย ต่อ แก่ แด่ กับ ยิ่งแล้วใหญ่ ต้องแก้ไข)
รถติดมาก อากาศก็ร้อนมาก และผมก็รีบมาก
จะลงตอนนี้ก็คงหามอเตอร์ไซค์ไม่ได้อยู่ดี
ก็เลยต้องนั่งหน้าตูดอยู่อย่างยอมรับชะตากรรม

พี่คนขับเปิดวิทยุ ซึ่งทำให้บรรยากาศดีขึ้น
ปกติผมไม่ถูกจริตกับเพลงลูกทุ่ง
แต่ในสถานการณ์นี้ผมว่ามันเหมาะมาก

เพลงเฟดจบ ดีเจสาวเริ่มเจรจา
ผมว่าเธอมีเสียงน่าฟัง แต่มีสำเนียงที่น่ารำคาญ
ทำไมต้องปรุงแต่งและดัดจริตให้ดูมีสไตล์ขนาดนั้น
ซึ่งฟังดูก็รู้ว่ามันไม่ใช่ของจริงของเธอเลย
เรื่องของสไตล์นี่ผมว่ามันต้องมีของมันเองโดยธรรมชาติ
ไม่สามารถ fake กันได้นะ

ได้ยินดังนั้นผมก็แบบว่า อีนี่หุบปาก -*-
แต่นอกจากจะไม่หุบแล้ว เธอยังอ้ามากขึ้น
โดยการเรียกสายคนฟังให้มาขอเพลงกันหน้าไมค์
สายที่รออยู่เป็นผู้ชายเสียงเศร้าและเบาคนหนึ่ง
เขาขอเพลงเศร้าแต่ดังเพลงหนึ่ง
น้องดีเจสาวชวนคุยอย่างร่าเริงมากจนน่าตบ
เฮ้ย มึงฟังเสียงเขาหรือเปล่าว่าเศร้าปานนี้

สักพักเธอคงรู้ตัว
พยายามกลับลำทำคะแนนโดยการชวนคุยถึงความรักของพี่คนฟัง
ซึ่งถามคำก็ตอบไม่ถึงครึ่งคำ อ้ำอึ้ง อึกอัก
“ผมพูดไม่เก่งครับ” พี่คนฟังยังคงพูดเบาๆ

ในใจผมท่องแต่คำว่า ‘พอแล้ว… พอแล้ว…
ตัดสาย… ตัดสาย…
เข้าเพลง… เข้าเพลง… เข้าเพลงซีว้อย…’
ไม่มีซะล่ะครับ อีน้องดีเจยังคงพยายามต่อไป
ผมเข้าใจเจตนานะว่าอยากปลอบใจให้หายเศร้า
แต่ที่ไม่เข้าใจคือ เธอคิดว่าตัวเองมีอิทธิฤทธิ์มาจากไหน
ถึงจะสามารถรักษาแผลใจกันได้โดยการคุยโทรศัพท์กันเดี๋ยวเดียว

และในขณะที่ผมกำลังจะจึ๊กปากด้วยความเหลืออด
เธอก็ทำในสิ่งที่ผมคาดไม่ถึง…


เธอสลัดสำเนียงกรุงเก๋ๆ ของเธอทิ้ง

แล้วเว้าอีสานครับ!!!



โอ้ ผมรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบถึงกับเปลี่ยนสีกันเลยทีเดียว
เชื่อไหมครับว่าพี่คนฟังกลับกลายเป็นคนละคนกับตอนต้นในพริบตา
เสียงเขาเศร้าเหมือนเดิม แต่เสียงดังขึ้น
พูดด้วยก็พูดด้วย ถามไปก็ตอบกลับ

ผมคิดถึงเพื่อนรุ่นน้องของผมคนหนึ่ง
เจอกันใหม่ๆ มันพูดน้อยจนผมนึกว่ามันเป็นใบ้
แต่มารู้ทีหลังว่าที่ไม่อยากพูดกับใครเพราะอายสำเนียงถิ่นครับ
พี่คนฟังรายนี้ก็คงไม่ผิดกัน
ได้พูดออกวิทยุก็น่าตื่นเต้นพออยู่แล้ว
ไหนจะพูดสำเนียงกลางไม่ชัด ไหนจะอกหัก
แล้วยังมาเจอดีเจสำเนียงดูดีมีการศึกษาโยนมุขใส่อุตลุด
เป็นผมผมก็ใบ้แดกเหมือนกัน

ฉับพลันความเครียดในรถแท็กซี่ก็หายไปหมด
ผมนั่งยิ้มไปจนถึงจุดหมายปลายทาง
นึกรักดีเจสาวคนนั้นขึ้นมาอย่างจัง


เสียงใสๆ และสำเนียงอีสานของเธอเข้ากันได้ดีอย่างน่าชื่นใจ



ด่วน

posted on 23 Jun 2008 03:45 by briefs  in frustrated, impressed, upset

มีงานชิ้นหนึ่งที่ต้องทำด่วน
ซึ่งเราต้องขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานอื่น
ก็เห็นใจนะ เพราะคนที่เราต้องไปรบกวนไม่ได้รู้เรื่องแต่แรก
ก็ืัทั้งเกรงใจและรู้สึกแหละ
แต่ในเวลานี้ ไม่มีใครอีกแล้วที่จะช่วยเราได้
เราก็พูดจาดีๆ อ้อนวอน ขอความเห็นใจ
แต่น้ำเสียงเธอจะแบบ หงุดหงิดรำคาญ
ประมาณว่า ทำไมเพิ่งมาขอเอาตอนนี้ล่ะคะเนี่ย
(และเราก็ต้องการวันนี้ครับ!)

เรื่องของเรื่องคือ อีคนรับเรื่องนี่พอรับไปก็เอาไปไว้ไหนไม่รู้
แล้วตัวไปต่างประเทศครับ เห็ดสดมาก
แล้วในขณะที่ทั้งหมดต้องปิดจ๊อบคืนวันศุกร์
ช่วงเวลาที่ไม่มีใครอยากทำงานกัน
เออ กูรู้ว่ากูมารบกวน แต่มึงนึกว่ากูอยากอยู่ยังงี้ในคืนวันศุกร์เหรอ?
ไม่มีใครอยากหรอก แต่มันเป็นงาน มันเป็นหน้าที่ไง เข้าใจไหม
คำนึงที่เธอพูดมาแล้วผมฉุนกึ้กมากคือ

"นี่มัน 5 โมงเย็นแล้วนะคะ เดี๋ยวจะออกจากออฟฟิศแล้วค่ะ"

คือผมเข้าใจนะว่าสำหรับคนบางคน เวลาออกงานนั้นศักดิ์สิทธิ์มาก
และเขาอาจจะมีนัดหลังจากงานก็ได้
แต่งานที่ว่ามันก็เป็นผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย
คุณกลับไม่เห็นความสำคัญและความด่วนของมันเลย
ผมฉุนเพราะในขณะที่เรากำลังแคร์มากว่างานจะเสร็จไหม
เหตุผลของเธอคือ นาฬิกาบอกว่า
นี่ไม่ใช่เวลาที่กูจะต้องมาช่วยมึงแก้ปัญหาแล้ว

อนึ่ง อีเห็ดนี่อยู่ฝ่ายการตลาด

สิ่งที่ผมต้องการจากอีนี่ (เริ่มเปลี่ยนสรรพนาม)
คือไฟล์งานบางอย่างที่เธอบอกว่า
"อุ๊ยไม่ได้ค่ะ ปกติเราต้องให้ outsourse เป็นคนทำ layout
คุณต้องส่งมาให้เราดูก่อน แล้วเราถึงจะส่งต่อ บลา บลา บลา..."
อีห่า! ก็กูบอกอยู่เนี่ยว่ากูต้องปิดคืนนี้ ยังจะมาสะแอ๋งขั้นตอนเยอะอีก
ผมเลยบอกว่า เอางี้ ผมรู้จักกับ PR บริษัทคุณ
ขออนุญาตผมติดต่อเองได้ไหม? เขาอาจจะช่วยได้
แน่นอนว่าอีนี่ลิงโลดขึ้นมาทันทีเนื่องจากสามารถผลักภาระออกจากมือได้แล้ว

ขอตัดฉากมาที่แผนกประชาสัมพันธ์

5 โมงครึ่ง โทรไปยังนั่งโต๊ะกันอยู่เลยครับ
ทั้งสองคุยดีมาก และให้ความช่วยเหลือสุดตัว
ทั้งที่ไม่ได้มีของอยู่ตรงหน้าตัก
เขาและเธอทั้งสองกุลีกุจอช่วยหาของที่ผมต้องการ
ทั้งที่ตรงนี้ไม่ใช่งานโดยตรงของเขาเลย
เพียงแต่เขาพอจะช่วยได้เท่านั้น

หลังจากส่ง email ไฟล์งานมาให้ผมครึ่งชั่วโมง
ผมยังไม่ได้
ผมโทรกลับไปเข้ามือถือของน้อง PR อีกครั้ง
บอกว่า ยังไม่ได้อีเมลเลย ทำไงดี
เธอออกมาจากออฟฟิศแล้วครับ แต่ยังไม่ไกล
ปรากฏเธอเดินกลับไปที่โต๊ะอีกครั้ง
เพื่อส่งงานให้ผมใหม่
โดยคราวนี้ แยกส่ง email ละ 1 ไฟล์ให้
แล้วก็บอกว่า "หนูมีข้อมูลเพิ่มเติมนิดหน่อย
ไม่รู้จะเป็นประโยชน์ไหม แต่พี่ลองเอาไปเปิดดูนะคะ
ถ้าพี่อยากใช้ก็ไช้ได้เลยค่ะ"

ผมไม่คิดว่า การช่วยกันดูแลผลประโยชน์ของบริษัท
หรือช่วยกันสร้างภาพที่ดีให้บริษัท
จะเป็นหน้าที่เฉพาะของฝ่ายประชาสัมพันธ์เท่านั้นนะ
แต่ผมว่าเป็นหน้าที่ของทุกคนครับ
ดัีงนั้น ผมไม่คิดว่า
"PR ก็แค่ทำหน้าที่ของเขาอยู่แล้ว"
และ
"มันไม่ใช่หน้าที่ของการตลาดเขาซักหน่อย" เลยนะ

มันอยู่ที่นิสัยคนจริงๆ